วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ปัญหาสังคมที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศ

ปัญหาสังคมที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศ
เราสามารถพิจารณาปัญหาสังคมที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้จากการวิเคราะห์ทัศนคติต่อเทคโนโลยีสารสนเทศ ในมุมมองที่แตกต่างกัน ได้ดังนี้   
                1. มุมมองว่าเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือที่มีไว้เพื่อให้มนุษย์บรรลุวัตถุประสงค์ เมื่อมองว่าเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือ เครื่องมือบางอย่างก็มีประโยชน์มาก บางอย่างก็มีประโยชน์น้อย และบางอย่างก็ไม่มีประโยชน์ การเลือกใช้เครื่องมือจะส่งผลต่อวิธีการทำงานของมนุษย์ ภายใต้มุมมองนี้จะต้องวิเคราะห์และทำความเข้าใจถึงผลกระทบทางสังคมที่จะเกิดขึ้น จากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือในชีวิตประจำวัน เช่น  อินเทอร์เน็ตมีผลอย่างไรต่อการศึกษา หรือ คำตอบจากคำถามที่ว่า โทรทัศน์วงจรปิดกระทบกับสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่
                ในมุมมองที่ว่าเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่มีไว้เพื่อให้มนุษย์บรรลุวัตถุประสงค์นี้ ได้ถูกวิพากษ์ว่า เทคโนโลยีจะเป็นตัวกำหนดการคิดและการกระทำของมนุษย์
2. มุมมองว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและสังคมต่างก็มีผลกระทบซึ่งกันและกัน        ภายใต้มุม
มองนี้มีความเห็นว่าสังคมส่งผลกระทบต่อเทคโนโลยี ทั้งนี้โดยอาศัยแรงขับเคลื่อน ทางวัฒนธรรม การเมืองและเศรษฐกิจ เป็นเหตุปัจจัยในการออกแบบเทคโนโลยี  ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีสารสนเทศก็ได้ส่งผลกระทบต่อสังคมเช่นกัน การพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี เช่นระบบอินเทอร์เน็ต ทำให้รูปแบบการติดต่อสื่อสารของสังคมเปลี่ยนแปลงไป
                ภายใต้มุมมองในลักษณะนี้  ทั้งเทคโนโลยีสารสนเทศและสังคมต่างก็มีอิทธิพลซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีก็เป็นผลจากกระบวนการที่ซับซ้อนทางสังคมเช่นกัน
3. มุมมองว่าเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นกลไกในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ภายใต้มุมมองในลักษณะนี้จะมองว่าเทคโนโลยีสารสนเทศจะเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ ตัวอย่างเช่น การติดต่อสื่อสารของมนุษย์ จะถูกกำหนดว่าเป็นสิ่งที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยี ซึ่งในโลกนี้ก็มีเทคโนโลยีการสื่อสารอยู่หลายรูปแบบ แต่เทคโนโลยีที่มีความเสถียรจะเป็นทางเลือกที่มนุษย์ใช้เป็นกลไกในการดำรงชีวิต ดังเช่น กลไกในการดำรงชีวิตของสังคมที่ใช้อินเทอร์เน็ต ก็จะแตกต่างจากสังคมอื่นที่ไม่ใช้อินเทอร์เน็ต เป็นต้น
                จากมุมมองทั้งสามที่กล่าวมาข้างต้น เราสามารถนำมาพิจารณาปัญหาสังคมที่อาจจะเกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศ  ตลอดจนใช้สังเคราะห์สร้างความเข้าใจต่อปัญหาต่างๆทางสังคม ที่เกิดขึ้นแล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ในการหาทางป้องกัน แก้ไข หรือบรรเทาปัญหาสังคมที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
                ข้อเสนอให้ยกเลิกการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อป้องกันการเกิดปัญหานั้น  เป็นวิธีการแก้ปัญหาไม่ถูกจุด เนื่องจากในสังคมปัจจุบันได้ใช้เทคโนโลยีนี้ ราวกับเป็นกลไกส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว และเทคโนโลยีสารสนเทศเองก็มีประโยชน์มหาศาล ดังนั้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้สมาชิกในสังคมผู้ใช้สื่อสารสนเทศ ให้สามารถดำรงอยู่กับเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างชาญฉลาดและรู้เท่าทันภัยจากเทคโนโลยีเหล่านี้จึงจะเป็นการกระทำที่เหมาะสม

แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาสังคมที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศ
                ดังที่กล่าวมาบ้างแล้วว่าเราไม่สามารถถอยห่างจากเทคโนโลยีสารสนเทศได้ ยิ่งนับวันเทคโนโลยีสารสนเทศ จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตมากยิ่งขึ้น ทุกวันนี้มนุษย์ได้แปลงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เป็นปัญหาของตน ให้มาอยู่ในรูปแบบที่เป็นปัจจัยนำเข้าของระบบคอมพิวเตอร์แล้วเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งข้อมูลปัจจัยนำเข้าในลักษณะต่างๆ เหล่านั้นจะถูกประมวลผลให้เป็นสารสนเทศที่มนุษย์นำไปสร้างเป็นความรู้เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป
อย่างไรก็ตามในสังคมทุกสังคมต่างก็มีคนดีและคนชั่วปะปนกัน เมื่อเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นประโยชน์ได้มากเพียงใด ก็สามารถถูกกำหนดหรือสร้างให้เป็นโทษได้มากเพียงนั้น การป้องกันภัยและการแก้ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงเป็นเรื่องที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากสมาชิกในสังคมอย่างจริงจัง
ดังนั้นจึงมีการเสนอแนวทางบางประการที่น่าจะช่วยลดปัญหาสังคมที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศลงได้บ้าง
1. ใช้แนวทางสร้างจริยธรรม (Ethic) ในตัวผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ แนวทางนี้มีหลักอยู่ว่าผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ต้องระมัดระวังไม่สร้างความเดือดร้อนเสียหายต่อผู้อื่น และในขณะเดียวกันยังควรที่ทำกิจกรรมที่เสริมสร้างคุณงามความดี และเป็นประโยชน์อยู่เสมอ ตลอดจนพึงทำการศึกษาหาความรู้ว่ากิจกรรมประเภทใดเป็นสิ่งดีมีประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ และกิจกรรมประเภทใดสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น
2. สร้างความเข้มแข็งให้กับตนเอง ผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศพึงรำลึกอยู่เสมอว่า ในสังคมของเราทุกวันนี้ยังมีคนไม่ดีปะปนอยู่มากพอสมควร เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเพียงเครื่องมือที่จะอำนวยความสะดวกเท่านั้น หากมีผู้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในทางที่ไม่ดี เทคโนโลยีก็ส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมที่ไม่ดี ไม่เป็นที่พึงปรารถนาให้รุนแรงขึ้นได้ การสร้างความเข้มแข็งให้กับตนเอง ไม่ลุ่มหลงต่อกิจกรรมหนึ่งกิจกรรมใดจนมากเกินไป ตลอดจนการมีสติคิดไตร่ตรองให้รอบคอบ ถือว่าเป็นข้อปฏิบัติที่จำเป็นในยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศ
3. ใช้แนวทางการควบคุมสังคมโดยใช้วัฒนธรรมที่ดี แนวทางนี้มีหลักอยู่ว่าวัฒนธรรมที่ดีนั้นสามารถควบคุมและแก้ปัญหาสังคมได้ การดำรงอยู่และส่งเสริมวัฒนธรรมที่ดีไว้เป็นสิ่งจำเป็นในยุคสารสนเทศ ตัวอย่างเช่น การให้เกียรติซึ่งกันและกัน ยกย่องในผลงานของผู้อื่น เป็นวัฒนธรรมที่ดีและพึงปฏิบัติในยุคสารสนเทศ ที่ผู้ใช้ข้อมูลสารสนเทศของผู้อื่นพึงให้เกียรติเจ้าของผลงาน ด้วยการอ้างอิงถึง (Citation) เมื่อนำผลงานของผู้อื่นมาใช้ประโยชน์
4. การสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมชุมชน ผู้รับผิดชอบในการจัดการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและสมาชิกของสังคม พึงตระหนักถึงภัยอันตรายที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีสารสนเทศ และหาทางป้องกันภัยอันตรายเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น การติดตั้งระบบเพื่อกลั่นกรองข้อมูลที่ไม่เหมาะสมกับเด็กและเยาวชน การให้ความรู้เรื่องภัยอันตรายจากอินเทอร์เน็ตต่อสังคม การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารภัยอันตรายที่มากับเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนการค้นคว้าวิจัยเพื่อหาความรู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ทั้งนี้เพื่อให้สังคมมีความเข้มแข็งและสามารถดำรงอยู่กับเทคโนโลยีได้อย่างยั่งยืน
5. ใช้แนวทางการเข้าสู่มาตรฐานการบริหารจัดการการให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ ในปัจจุบันองค์กรต่างๆได้กำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศขึ้นมาใช้ ถึง แม้ว่าเจตนาเดิมของมาตรฐานเหล่านี้จะอำนวยประโยชน์ให้กระบวนการด้านการบริหารงาน มาตรฐานต่างๆ เหล่านี้ได้ผ่านการพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ จากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ส่งผลให้แนวทางการเข้าสู่มาตรฐานหลายประการสามารถช่วยลดภัยอันตรายจากเทคโนโลยีสารสนเทศได้ ตัวอย่าง เช่นมาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในการประกอบธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์(ISO/IEC 17799) มีการกำหนดเรื่องความมั่นคงปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับบุคลากร ความมั่นคงปลอดภัยทางด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อมขององค์กร การควบคุมการเข้าถึง และการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางด้านกฎหมาย การศึกษาแนวทางการเข้าสู่มาตรฐานและการนำไปปฏิบัติจะสามารถช่วยลดภัยอันตรายจากเทคโนโลยีสารสนเทศได้ในระดับหนึ่ง
6. ใช้แนวทางการบังคับใช้ด้วยกฎ ระเบียบ และกฎหมาย ปัญหาสังคมที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศอาจจะรุนแรง และไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยวิธีการอื่น การกำหนดให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมาย และบทลงโทษของการละเมิดเป็นสิ่งจำเป็น ผู้บริหารระบบสารสนเทศจะต้องระบุข้อกำหนดทางด้านกฎ ระเบียบ ข้อบังคับบทลงโทษ หรือสัญญา ที่จะต้องปฏิบัติตาม เพื่อป้องกันปัญหาสังคมที่จะมากับเทคโนโลยีสารสนเทศ ตัวอย่างเช่น การปฏิบัติตามข้อกำหนดทางลิขสิทธิ์ (Copyright) ในการใช้งานทรัพย์สินทางปัญญา การป้องกันข้อมูลส่วนตัวของพนักงาน เป็นต้น
จะสังเกตได้ว่าแนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้น จะเริ่มจากการแก้ปัญหาที่ตัวปัจเจกบุคคล จากนั้นจะพิจารณาแก้ปัญหาด้วยวิธีการในการสร้างวัฒนธรรมที่ดีในสังคม ก่อนที่จะใช้วิธีการบังคับด้วยกฎหมาย ซึ่งจะใช้กับปัญหาที่รุนแรง อย่างไรก็ตามวิธีการแก้ปัญหาด้วยการบังคับใช้กฎหมายนั้นจะไม่ยั่งยืน ผิดกับแนวทางในการสร้างจริยธรรมในหมู่ผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศโดยตรง ซึ่งในตอนถัดไปจะกล่าวถึงจริยธรรม และกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสังคมที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศ

บรรณานุกรม
ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์. เอกสารประกอบการบรรยายวิชา วิชา 310101 : เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร. ชลบุรี : มหาวิทยาลัยบูรพา, 2549.   

ภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา 4000108 เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้. ชลบุรี : มหาวิทยาลัยบูรพา,  2550.

ภัยคุกคามระบบเครือข่ายสารสนเทศ

ภัยคุกคามระบบเครือข่ายสารสนเทศ
ประเภทของภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายนั้น   สามารถจำแนกได้ 2   ประเภท
หลัก ๆ ดังนี้
1.  ภัยคุกคามทางตรรกะ (Logical)  หมายถึง   ภัยคุกคามทางด้านข้อมูล
2.  ภัยคุกคามทางกายภาพ (Physical)  หมายถึง  ภัยที่เกิดกับตัวเครื่องและอุปกรณ์  เช่น  ภัยภิบัติจากธรรมชาติ  และภัยจากการกระทำของมนุษย์ที่ทำความเสียหายให้กับตัวเครื่องและอุปกรณ์

Hacker   คือ ผู้ที่แอบเข้าใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานหรือองค์กรอื่น โดยมิได้รับอนุญาต แต่ไม่มีประสงค์ร้าย หรือไม่มีเจตนาที่จะสร้างความเสียหายหรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ใครทั้งสิ้น แต่เหตุผลที่ทำเช่นนั้นอาจเป็นเพราะต้องการทดสอบความรู้ความสามารถของตนเองก็เป็นไปได้

Cracker คือ ผู้ที่แอบเข้าใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานหรือองค์กรอื่น โดยมีเจตนาร้ายอาจจะเข้าไปทำลายระบบ หรือสร้างความเสียหายให้กับระบบ Network ขององค์กรอื่น หรือขโมยข้อมูลที่เป็นความลับทางธุรกิจ 
Note:  ไม่ว่าจะเป็น Hacker   หรือ Cracker ถ้ามีการแอบเข้าใช้งานระบบคอมพิวเตอร์เครือข่ายของผู้อื่น แม้ว่าจะไม่ประสงค์ร้ายก็ถือว่าไม่ดีทั้งสิ้น เพราะขาดจริยธรรมด้านคอมพิวเตอร์

ไวรัส (Viruses)   คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภทหนึ่งที่เขียนขึ้นโดยความตั้งใจของ Programmer  ถูกออกแบบมาให้แพร่กระจายตัวเองจากไฟล์หนึ่งไปยังไฟล์อื่นๆ ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ไวรัสจะแพร่กระจายตัวเองอย่างรวดเร็วไปยังทุกไฟล์ภายในคอมพิวเตอร์   หรืออาจจะทำให้ไฟล์เอกสารติดเชื้ออย่างช้าๆ   แต่ไวรัสจะไม่สามารถแพร่กระจายจากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งได้ด้วยตัวมันเอง  โดยทั่วไปแล้วจะเกิดจากการที่ผู้ใช้ใช้สื่อจัดเก็บข้อมูล เช่น Diskette คัดลอกไฟล์ข้อมูลลง Disk  และติดไวรัสเมื่อนำไปใช้กับเครื่องอื่น  หรือไวรัสอาจแนบมากับไฟล์เมื่อมีการส่ง E-mail ระหว่างกัน
หนอนอินเตอร์เน็ต  (Worms)   มีอันตรายต่อระบบมาก  สามารถทำความเสียหายต่อระบบได้จากภายใน เหมือนกับหนอนที่กัดกินผลไม้จากภายใน   หนอนร้ายเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกออกแบบมาให้สามารถแพร่กระจายตัวเองจากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งโดยอาศัยระบบเน็ตเวิร์ค (ผ่านสาย Cable) ซึ่งการแพร่กระจายสามารถทำได้ด้วยตัวของมันเองอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าไวรัส เมื่อไรก็ตามที่คุณสั่ง Share ไฟล์ข้อมูลผ่าน  Network  เมื่อนั้น Worms สามารถเดินไปกับสายสื่อสารได้
                Spam mail คือ การส่งข้อความที่ไม่เป็นที่ต้องการให้กับคนจำนวนมาก  จากแหล่งที่ผู้รับไม่เคยรู้จักหรือติดต่อมาก่อน โดยมากมักอยู่ในรูปของ E-mail    ทำให้ผู้รับรำคาญใจและเสียเวลาในการลบข้อความเหล่านั้นแล้ว Spam mail ยังทำให้ประสิทธิภาพการขนส่งข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตลดลงด้วย

ภัยคุกคามในการทำธุรกิจ  E- Commerce
                ในการทำธุรกิจบนระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์   อาจจะเกิดภัยคุกคามต่อเว็บไซต์ได้   จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราทุกคนควรจะรู้ว่ามีภัยคุกคามใดบ้างที่อาจเกิดขึ้นกับระบบ   เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการป้องกันล่วงหน้า   ตัวอย่างภัยคุกคามที่ควรระวังสำหรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น                
1.การเข้าสู่เครือข่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น มีบุคคลอื่นแอบอ้างในการใช้ชื่อ Login Name และ  Password ในกาเข้าไปทำธุรกรรมซื้อขายบน Web site แทนตัวเราเอง
2. การทำลายข้อมูลและเครือข่าย เช่น Cracker เจาะระบบเข้าไปทำลาย file และข้อมูลภายในเครื่อง Server ของ Web site ผู้ขาย ทำให้ข้อมูลสมาชิกหรือลูกค้าของระบบเกิดความเสียหาย
 3. การเปลี่ยนแปลง    การเพิ่ม    หรือการดัดแปลงข้อมูล เช่น การส่ง Order หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ในการสั่งซื้อสินค้า   หรือการที่จดหมายถูกเปิดอ่านระหว่างทาง ทำให้ข้อมูลไม่เป็นความลับ และผู้เปิดอ่านอาจเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเพิ่มเติมข้อความในจดหมาย เช่น การแก้ไขจำนวนยอดของการสั่งซื้อสินค้า เป็นต้น
         4. การเปิดเผยข้อมูลแก่ผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต  เมื่อเราสมัครเป็นสมาชิกไว้ใน Web site ใด ๆ  Server  ของเจ้าของ Web site จะเก็บข้อมูลส่วนตัวของเราไว้   หากเจ้าของ Web  Site  ขาดจริยธรรมในการทำธุรกิจอาจนำข้อมูลส่วนตัวของเราไปขายให้องค์กรอื่น  เช่น ขายข้อมูลให้กับบริษัทบัตร  Credit  เป็นต้น
         5. การทำให้ระบบบริการของเครือข่ายหยุดชะงัก  เช่น การที่  Cracker เข้ามาทำลายระบบเครือข่าย และส่งผลให้เครื่อง Server ของเจ้าของ Web site ไม่สามารถให้บริการแก่ลูกค้าของเขาได้จนกว่าระบบนั้นจะถูกแก้ไข  ดังนั้น เมื่อระบบล่มเป็นระยะเวลานานหลายชั่วโมง  หรืออาจจะจะนานหลายวันก็จะส่งผลต่อยอดขายสินค้าบน Web ด้วย
          6. การขโมยข้อมูล  เมื่อตัวเราเองเป็นผู้ให้ข้อมูลไว้กับ Web site ที่เราจะซื้อขายสินค้า  ข้อมูลนั้นอาจถูกขโมยจากเจ้าของ Web site     จากผู้ดูแล Web  หรือจาก Cracker  ที่นำไปใช้ประโยชน์ต่อเขาเหล่านั้น แต่ส่งผลเสียกับตัวเรา   เพราะการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวเขาของเราโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นการขโมย
          7. การปฏิเสธการบริการที่ได้รับ  เช่น ปฏิเสธว่าไม่ได้เข้าไปกรอกรายการสั่งซื้อที่ Web  site  โดยใช้ชื่อนี้หรืออ้างว่าสั่งซื้อสินค้าแล้วแต่ไม่ได้รับการจัดส่งสินค้าจาก  web site   ดังกล่าวเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการชำระเงินค่าสินค้าส่วนที่เหลือ
          8. การอ้างว่าได้ให้บริการ  หรือ   อ้างว่าได้ส่งมอบสินค้าและบริการแล้ว
          9.  Virus ที่แอบแฝงมากับผู้ที่เข้ามาใช้บริการ ส่งผลทำให้เครื่อง Server ของเจ้าของ web site ได้รับความเสียหาจากการที่ Virus ทำลายข้อมูลและ file ต่าง ๆ ภายในระบบ

ภัยคุกคามบน Internet
                อันตรายหนึ่งที่คาดไม่ถึงจากอินเทอร์เน็ตที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเยาวชนไทย       เพราะอินเทอร์เน็ตยังเป็นสื่อ  Electronic  ที่มาตรการการควบคุมสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้ยังไม่ดีนัก ดังนั้น  การกระทำใด ๆ ในห้องสนทนา (Chat)  และ เว็บบอร์ด (Web board)   จึงเกิดขึ้นได้อย่างไร้ขอบเขต   จนกลายเป็นที่ระบายออกซึ่งอารมณ์และความรู้สึกของผู้ใช้
                ในห้องสนทนา ทุกคนสามารถคุยอะไรกับใครก็ได้ รายละเอียดต่างๆไม่มีการเปิดเผย รู้เพียงแต่ชื่อที่ใช้ในการสนทนาเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่มีทางรู้ได้เลยว่า เรากำลังพูดคุยอยู่กับใคร สิ่งที่คนนั้นพูดอยู่เป็นความจริงหรือไม่ ดังจะเห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์ที่อาชญากรรมที่เกิดกับวัยรุ่นสมัยนี้บางครั้งมีจุดเริ่มต้นมาจากการพูดคุยกันในห้องสนทนา (Chat Room)  บนอินเทอร์เน็ต

Case 1:  หญิงสาวผู้นี้ได้แอบอ้างว่า เธอคือ นาเดีย นิมิตรวานิช 
ชายหนุ่มและหญิงสาว  สนทนากันบนโลก  Cyber  โดยหญิงสาวผู้นี้ได้แอบอ้างว่า เธอคือ นาเดีย นิมิตรวานิช    ดาราสาวและดีเจชื่อดังของรายการ Channel V Thailand ซึ่งทำให้ชายหนุ่มผู้นั้นเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง ทั้งๆที่ยังไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน จากนั้นจึงติดต่อกันเรื่อยมาทางโทรศัพท์ จนในที่สุดเวลาผ่านไป ฝ่ายชายที่คาดว่าน่าจะหลงใหลในหญิงสาวผู้แอบอ้างเป็นอย่างมากจึงขอฝ่ายหญิงแต่งงาน โดยที่ยังไม่เคยเห็นหน้าแม้แต่ครั้งเดียว โดยตกลงกันว่าฝ่ายชายจะนำเงินค่าสินสอดไปฝากไว้กับเคาน์เตอร์ของโรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่ง แล้วให้รอการติดต่อกลับ หลังจากนั้นแล้ว ฝ่ายหญิงก็เงียบหายเข้ากลีบเมฆไป ฝ่ายชายจึงรู้ว่าตนถูกหลอกแน่จึงเข้าแจ้งความ   ในที่สุดตำรวจก็สามารถจับตัวสาวนักต้มตุ๋นผู้นี้ได้ ซึ่งพบว่าเธอมีเสียงที่เหมือนกับนาเดียตัวจริงมาก จึงทำให้ชายหนุ่มหลงเชื่อสนิทใจ

Case 2:  วิศวกรนายหนึ่ง เข้าไปโพสท์ในเว็บบอร์ดของ Pantip.com ว่า ตนได้ข่มขืนหญิงรับใช้ภายในบ้าน
                สำหรับเว็บบอร์ดก็สามารถสร้างความปั่นป่วนให้แก่สังคมได้ ดังตัวอย่างที่เคยมีวิศวกรนายหนึ่ง เข้าไปโพสท์ในเว็บบอร์ดของ Pantip.com ว่า ตนได้ข่มขืนหญิงรับใช้ภายในบ้าน ทำให้เธอมีเลือดออกมาก แต่เขาไม่กล้าพาไปหาหมอ เพราะกลัวจะเป็นเรื่องราวใหญ่โต จึงอยากรู้ว่ามีวิธีช่วยเหลืออะไรบ้าง ปรากฏว่ามีผู้หวังดีอ่านพบจึงอีเมล์ไปบอก Webmaster ของ Pantip.com Webmaster จึงนำเรื่องไปแจ้งตำรวจ หลังจากตำรวจเช็ควันเวลาที่โพสท์และ IP Address กับทางเว็บไซต์แล้ว จึงติดต่อไปยัง ISP ที่วิศวกรผู้นั้นใช้บริการอยู่ ซึ่ง ISPก็สามารถบอกเบอร์โทรศัพท์ของวิศวกรที่ใช้ต่ออินเทอร์เน็ตเข้ามาได้ โชคดีที่วิศวกรรายนี้ไม่ได้ใช้อินเทอร์เน็ตตามอินเทอร์เน็ตคาเฟ่แต่ใช้จากคอนโดมิเนี่ยมของเขาเอง ตำรวจจึงสามารถหาที่อยู่ได้ไม่ยาก แต่เมื่อไปถึงแล้วปรากฏว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องแต่งขึ้นเพื่อความสนุกเท่านั้น

คุกกี้ (Cookie)
                คือการที่  Web Server  จดจำข้อมูลของผู้ใช้ที่เคยกรอกไว้เมื่อเข้าไปทำธุรกรรมซื้อขายบน web site  โดยเก็บรายละเอียดของข้อมูลลงในไฟล์ “คุกกี้”  ซึ่งผู้ใช้เป็นผู้ให้ข้อมูลด้วยตนเอง   การจดจำข้อมูลลงใน file  cookie  มีทั้งข้อดีและข้อเสีย  ซึ่งข้อดีก็คือ  ทำให้สะดวกเมื่อเราต้องการจะกรอกข้อมูลชุดเดิมซ้ำอีกครั้ง  web browser  จะจดจำข้อมูลเดิมที่เราเคยกรอกไว้และเรียกข้อมูลนั้นขึ้นมาให้ทำให้เราทำงานได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น  แต่ในทางกลับกันข้อมูลของเราก็ไม่เป็นความลับ  หากเป็นข้อมูลที่สำคัญและมีผู้แบบนำไปใช้ในทางที่ผิดก็กระทบกับตัวเราได้

Errors
คือข้อผิดพลาดของโปรแกรม    เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คอมพิวเตอร์เกิดความยุ่งเหยิงและทำลายข้อมูลที่ถูกเก็บไว้   ตลอดจนส่งผลต่อการทำงานของโปรแกรม

Bugs
                คือชุดคำสั่ง (code)  ของโปรแกรมที่มีข้อบกพร่องหรือมีข้อผิดพลาด  ซึ่ง Bugs กับ Errors มีความแตกต่างกันกล่าวคือ  Errors ของโปรแกรมอาจเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยครั้ง และสามารถแก้ไขข้อผิดพลาดนั้นได้เรื่อย ๆ  แต่ Bugs ของโปรแกรมนั้นเมื่อพัฒนาโปรแกรมเสร็จ  นำโปรแกรมนั้นไปใช้สักระยะ Bugs นั้นอาจโผล่ขึ้นมาภายหลัง เป็นข้อผิดพลาดที่ค่อนข้างรุนแรง   อาจต้องแก้ไข (Modify) โปรแกรมใหม่

ภัยคุกคามทางกายภาพ (Physical)
ภัยจากธรรมชาติ       มีหลายรูปแบบ เช่น                     ภัยจากการกระทำของมนุษย์   มีหลายรูปแบบ  เช่น
1. น้ำท่วม                                                                             1. การขโมยเครื่องและอุปกรณ์
2. แผ่นดินไหว                                                                    2. การทำลายอุปกรณ์ Hardware
3. คลื่นซึนามิ                                                                       3. ไฟฟ้าดับ
4. พายุ   โคลนถล่ม                                                            4. ไฟไหม้
5. ฟ้าผ่า
6. ภัยธรรมชาติรูปแบบอื่น ๆ

บรรณานุกรม

ภัยคุกคามและการรักษาความปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์. (ม.ป.ป.). เข้าถึงได้จาก : http://www.no-poor.com/inttotocomandcomapp/chapter7-comapp.htm. (วันที่ค้นข้อมูล : 30 พฤศจิกายน 2557).

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

บทที่ 8 การใช้สารสนเทศตามกฎหมายและจริยธรรม

แบบฝึกหัด
บทที่ 8 การใช้สารสนเทศตามกฎหมายและจริยธรรม                                     กลุ่มที่เรียน 4
รายวิชาการจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน                     รหัสวิชา 0026 008 
ชื่อ นางสาว ณัฐวรา     ทรัพย์ประเสริฐ                                                รหัสนิสิต 57011015064
คำชี้แจง จงพิจารณากรณีศึกษานี้ 
1) “นาย A ทำการเขียนโปรแกรมขึ้นมาโปรแกรมหนึ่งเพื่อทดลองโจมตีการทำงานของคอมพิวเตอร์ สามารถใช้งานได้ โดยทำการระบุ IP-Address โปรแกรมนี้สร้างขึ้นมาเพื่อทดลองในงานวิจัย นาย B ที่ เป็นเพื่อนสนิทของนาย A ได้นำโปรแกรมนี้ไปทดลองใช้แกล้งนางสาว C เมื่อนางสาว C ทราบเข้าก็เลยนำโปรแกรมนี้ไปใช้และส่งต่อให้เพื่อนๆ ที่รู้จักได้ทดลองการกระทำอย่างนี้ ผิดจริยธรรม หรือผิดกฎหมาย ใดๆ หรือไม่ หากไม่ผิดเพราะเหตุใด และหากผิด ผิดในแง่ไหน จงอธิบาย 
            ตอบ     เป็นการกระทำที่ผิดจริยธรรม คือ นาย B และนางสาว C ไม่ได้ทำการข้ออนุญาต นาย A อย่างถูกกิจจะลักษณะ อาจทำให้นาย A เสียหายได้ และผิดกฎหมาย คือ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Law) สาระของกฎหมายนี้มุ่งเน้นให้การคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัว ไม่ให้มีการนำข้อมูลของบุคคลไปใช้ในทางมิชอบ

2) “นาย J ได้ทำการสร้างโฮมเพจ เพื่อบอกว่าโลกแบนโดยมีหลักฐาน อ้างอิงจากตำราต่างๆ อีกทั้ง รูปประกอบ เป็นการทำเพื่อความสนุกสนาน ไม่ได้ใช้ในการอ้างอิงทางวิชาการใดๆ เด็กชาย K เป็นนักเรียน ในระดับประถมปลายที่ทำรายงานส่งครูเป็นการบ้านภาคฤดูร้อนโดยใช้ข้อมูลจากโฮมเพจของนาย J” การ กระทำอย่างนี้ ผิดจริยธรรม หรือผิดกฎหมายใดๆ หรือไม่ หากไม่ผิดเพราะเหตุใด และหากผิด ผิดในแง่ไหน จงอธิบาย 
            ตอบ     การกระทำนี้อาจกระทำขึ้นด้วยความสนุกสนาน ไม่ได้ตั้งใจทำให้เกิดความเสื่อมเสียถึงผู้ใด แต่การกระทำ เช่นนี้อาจทำให้เกิดความรำคาญแก่ผู้อื่น จึงเป็นการทำผิดจริยธรรมโดยตรง ทั้งการปลอมหลักฐาน และการหลอกลวง โดยไม่มีการทำการพิสูจน์ และยืนยันจากผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และขาดความน่าเชื่อถือ อาจทำให้ตนเองหมดความน่าเชื่อถือไปด้วย

บทที่ 7 ความปลอดภัยของสารสนเทศ

แบบฝึกหัด
บทที่ 7 ความปลอดภัยของสารสนเทศ                                                            กลุ่มที่เรียน 4
รายวิชาการจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน                                 รหัสวิชา 0026 008 
ชื่อ นางสาว ณัฐวรา     ทรัพย์ประเสริฐ                                                            รหัส 57011015064
           
        คำชี้แจง จงตอบคำถามต่อไปนี้ 

1. หน้าที่ของไฟร์วอลล์ (Firewall) คือ
Firewall เป็นระบบรักษาความปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์แบบหนึ่งที่นิยมใช้การอย่างแพร่หลาย ซึ่งมีทั้งอุปกรณ์ Hardware และ Software โดยหน้าที่หลักๆของ Firewall นั้นจะทำหน้าที่ควบคุมการใช้งานระหว่าง Network ต่างๆ
หน้าที่ของ Firewall เป็นตัวกรองข้อมูลสื่อสาร โดยการกำหนดกฎและระเบียบมาบังคับใช้ โดยเฉพาะเรื่องของการดูแล และระบบเครือข่าย
2. จงอธิบายคำศัพท์ต่อไปนี้ ที่เกี่ยวข้องกับไวรัสคอมพิวเตอร์ worm , virus computer, spy ware, adware มาอย่างน้อย 1 โปรแกรม 
Worm  เวอร์ม หรือ ไมโครไวรัส โปรแกรมซึ่งเป็นอิสระจากโปรแกรมอื่มๆ โดยจะแพร่กระจายผ่านเครือข่ายไปยังคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ ที่อยู่บนเครือข่ายการแพร่กระจายจะคลายกับตัวหนอนที่เจาะไซ หรือซอกซอนไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ และแพร่พันธุ์ด้วยการคัดลอกตนเองออก และส่งต่อผ่านเครือข่ายออกไป
3. ไวรัสคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็นกี่ชนิด อะไรบ้าง 
ตอบ 2 ชนิด 1.Application viruses       2.Stsyem viruses
4. ให้นิสิตอธิบายแนวทางในการป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์มาอย่างน้อย 5 ข้อ 
ตอบ     1.ควรติดตั้งซอฟแวร์ป้องกันไวรัสที่เชื่อถือได้ และสามารถอัพเดทฐานข้อมูลไวรัส และเครื่องมือได้ตลอด เพราะจะทำให้สามารถดักจับ และจัดการกับไวรัสตัวใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
2.อย่าตั้งค่าให้โปรแกรมอีเมล์เปิดไฟล์ที่แนบมาโดยอัตโนมัติ ควรจะต้องตรวจสอบก่อนดาวน์โหลด หรือเปิดไฟล์ขึ้นมา
3.สแกนไฟล์แนบท้ายของอีเมล์ทุกฉบับ หรือแม้แต่อีเมล์จากคนรู้จัก
4.ตั้งค่าระบบป้องกันให้ทำงานทันทีที่เริ่มเปิดคอมพิวเตอร์ใช้งาน
5.อัพเดทซอฟแวร์ป้องกันไวรัสอย่างสม่ำเสมอ ถ้าเป็นไปได้ควรอัพเดททุกครั้งที่ออนไลน์ เพราะจะมีไวรัสสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นทุกวัน
5. มาตรการด้านจริยธรรมคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตที่เหมาะสมกับสังคมปัจจุบัน ได้แก่ 
            ปัจจุบันภัยคุกคามอันเกิดจากการใช้งานอินเตอร์เน็ตมีมากมาย หนึ่งในภัยจากอินเตอร์เน็ต คือ เรื่องเว็บลามกอนาจาร ปัจจุบันมีความพยายามที่จะแก้ไขปราบปรามการเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง นโยบายจากกระทรวงไอซีที ด้วยตระหนักในการทวีความรุนแรงของปัญหา จึงเกิดโครงการ ไอซีทีไซเบอร์แคร์ (ICT Cyber Care) โดยต่อยอดจากไอซีทีไซเบอร์คลีน
            1. ICT Gate Keeper เฝ้าระวังพิษภัยอินเทอร์เน็ตบนเครือข่าย และวงจรเชื่อมต่อระหว่างประเทศ (Gateway) พัฒนาซอฟแวร์นี่โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงไอซีที ได้มอบหมายให้บริษัท กสท.
โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ดำเนินการเพื่อเฝ้าระหว่างปิดกั้นข้อมูลไม่เหมาะสมตั้งแต่ต้นทาง
            2. House Keeper ซึ่งจัดทำเป็นแผ่นซีดีรอม และแจกฟรีให้กับผู้ปกครอง หรือดาวน์โหลดได้ฟรีจากเว็บไซต์ของกระทรวง โปรแกรมนี้จะมี 3 ส่วน
§  ส่วนแรก คิดดี้แคร์ ปิดกั้นเว็บไซต์อนาจารและว็บที่ไม่เหมาะสมที่กระทรวงไอซีที มีข้อมูลคาดว่าจะช่วยป้องกันได้ในระดับหนึ่ง
§  ส่วนพีเพิลคลีน ติดไอคอนไวที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้จะคลิกเข้าไปเมื่อพบภาพลามกอนาจาร ประชาชนจึงสามารถเข้ามามีบทบาทช่วยเฝ้าระวังภัยได้เช่นกัน
  §  ส่วนสุดท้าย สมาร์ทเกมเมอร์ (Smart Gamer) แก้ปัญหาการติดแกม และควบคุมการเล่นเกมของเด็ก ๆ ผู้ปกครองจะเป็นผู้กำหนดระยะเวลาของการเล่นเกมและช่วยดูแลเรื่องความรุนแรงของเกม แต่ละส่วนนี้คงต้องมีการปรับปรุงให้ทันสมัยตลอดเวลา
                 โปรแกรมนี้จะพอช่วยบรรเทาปัญหา และเสริมสร้างความปลอดภัยในกันใช้งานบนอินเทอร์เน็ตจาผองภัยเช่น กลุ่มเว็บโป้ ลามกอนาจาร กลุ่มเว็บกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ กลุ่มเว็บสอนใช้ความรุนแรง ทารุณ สอนเพศศึกษาแบบผิด ๆ ใช้ภาษาหยาบคาย สอนขโมยข้อมูลคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

บทที่ 6 การประยุกต์ใช้สารสนเทศในชีวิตประจำวัน

แบบฝึกหัด
บทที่ 6 การประยุกต์ใช้สารสนเทศในชีวิตประจำวัน                          กลุ่มที่เรียน 4
รายวิชาการจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน                     รหัสวิชา 0026 008
ชื่อ นางสาว ณัฐวรา     ทรัพย์ประเสริฐ                                                รหัส 57011015064
คำชี้แจง จงเลือกคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว
1. การประยุกต์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เป็นความหมายของข้อใด?
   
1. เทคโนโลยีสารสนเทศ
    2. เทคโนโลยี
    3. สารสนเทศ
    4. พัฒนาการ
2. เทคโนโลยีสารสนเทศใดก่อให้เกิดผลด้านการเสริมสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม?
   1. ควบคุมเครื่องปรับอากาศ
   2. ระบบการเรียนการสอนทางไกล
   3. การสร้างสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
   4. การพยากรณ์อากาศ
3. การฝากถอนเงินผ่านเอทีเอ็ม (ATM) เป็นลักษณะเด่นของเทคโนโลยีสารสนเทศข้อใด?
   
1. ระบบอัตโนมัติ
   2. เปลี่ยนรูปแบบการบริการเป็นแบบกระจาย
   3. เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินการในหน่วยงานต่างๆ
   4. เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
4. ข้อใดคือการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ?
   1. ระบบการโอนถ่ายเงินทางอิเล็กทรอนิกส์
   2. บัตรเอทีเอ็ม บัตรเครดิต
   3. การติดต่อข้อมูลทางเครือข่าย
   
4. ถูกทุกข้อ
5. เทคโนโลยีสารสนเทศหมายถึงข้อใด?
   1. การประยุกต์เอาความรู้มาทำให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์
   2. ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี
   3. การนำเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์มาสร้างข้อมูลเพิ่มให้กับสารสนเทศ
   4. การนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดเก็บข้อมูล
6. เครื่องมือที่สำคัญในการในการจัดการสารสนเทศในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศคืออะไร?
    1. เทคโนโลยีการสื่อสาร
   2. สารสนเทศ
   
3. คอมพิวเตอร์
   4. ถูกทุกข้อ
7. ข้อใดไม่ใช่บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศ?
   1. เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
   2. เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถสั่งซื้อสินค้าจากที่บ้าน หรือสอบถามผลสอบได้
   3. เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้บุคคลทุกระดับติดต่อกันได้อย่างรวดเร็ว
   4. เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้มีการสร้างที่พักอาศัยที่มีคุณภาพ
8. ข้อใดไม่ใช่อุปกรณ์ที่ช่วยงานด้านสารสนเทศ?
   
1. เครื่องถ่ายเอกสาร
   2. เครื่องโทรสาร
   3. เครื่องมินิคอมพิวเตอร์
   4. โทรทัศน์ วิทยุ
9. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ เทคโนโลยีสารสนเทศ?
   1. เป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินงานธุรกิจ
   2. พัฒนาอย่างรวดเร็วทั้งทางด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล และการสื่อสาร
   
3. ไม่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
   4. จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น
10. ข้อใดคือประโยชน์ที่ได้จากการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้กับการเรียน?
   1. ตรวจสอบผลการลงทะเบียน ผลการสอบได้
   2. สามารถสืบค้นข้อมูลได้จากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่ทั่วโลกได้
   3. ติดต่อสื่อสารกับเพื่อน ครู อาจารย์ หรือส่งงานได้ทุกที่
   4. ถูกทุกข้อ

บทที่ 5 การจัดการสารสนเทศ

แบบฝึกหัด
บทที่ 5 การจัดการสารสนเทศ                                                             กลุ่มเรียน 4
รายวิชา  การจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน                         รหัสวิชา  0026008
ชื่อ นางสาว ณัฐวรา  ทรัพย์ประเสริฐ                                                  รหัสนิสิต 57011015064
คำชี้แจง  จงตอบคำถามต่อไปนี้
1.       จงอธิบายความหมายของการจัดการสารสนเทศ
            หมายถึง การผลิต จัดเก็บ ประมวลผล ค้นหา และเผยแพร่ สารสนเทศโดยจัดให้มีระบบสารสนเทศ การกระจายของสารสนเทศ ทั้งภายในและภายนอกองค์การ โดยมีการนำเทคโนโลยีต่างๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารมาใช้ในการจัดการ รวมทั้งมีนโยบาย หรือ กลยุทธ์ ระดับองค์การในการจัดการสารสนเทศ
2.       การจัดการสารสนเทศมีความสําคัญต่อบุคคลและต่อองค์การอย่างไร
     ·        การจัดการสารสนเทศมีความสำคัญต่อบุคคลในด้านการดำรงชีวิตประจำวัน การศึกษาและการทำงานประกอบอาชีพต่างๆ บุคคลย่อมต้องการสารสนเทศหลายด้านเพื่อใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่น มีความก้าวหน้า และมีความสุข เช่น ต้องการสารสนเทศเพื่อการดูแลรักษาสุขภาพ ต้องจัดการค่าใช้จ่ายในครอบครัว ค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล
     ·       การจัดการสารสนเทศมีความสำคัญต่อองค์การในด้านการบริหารจัดการ การดำเนินงานและกฎหมาย
a)            ด้านการบริหารจัดการ ผู้บริหารต้องวิเคราะห์ปัญหา ตัดสินใจ การกำหนดทิศทางขององค์การ ดังนั้นผู้บริหารจำเป็นต้องได้รับสารสนเทศ ที่เหมาะสม ถูกต้อง ครบถ้วน ทันการณ์ และทันสมัย เพื่อใช้ประกอบภารกิจหน้าที่
b)           ด้านการดำเนินงาน สารสนเทศมีความสำคัญต่อการดำเนินงานหลายด้าน และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ให้เข้าถึงและใช้สารสนเทศได้อย่างสะดวก เช่น รายงานทางการเงินประจำปี สัญญาการตกลงนามร่วมกิจการระหว่างองค์การ
c)            ด้านกฎหมาย สารสนเทศที่ใช้การดำเนินงานต้องสอดคล้องกับกฎหมาย โดยเฉพาะสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการเงิน และบัญชีที่ต้องรวบรวมจัดเก็บเป็นระบบ เช่นผู้ตรวจสอบบัญชีตามกฎหมายของหน่วยงานราชการ เช่น กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และหน่วยงานเอกชน
3.       พัฒนาการของการจัดการสารสนเทศแบ่งออกเป็นกี่ยุค อะไรบ้าง
            ตอบ แบ่งได้เป็น 2 ยุค
1)           การจัดการสารสนเทศด้วยระบบมือ
2)           การจัดการสารสนเทศโดยใช้คอมพิวเตอร์
4.       จงยกตัวอย่างการจัดการสารสนเทศที่นิสิตใช้ในชีวิตประจำวันมา อย่างน้อย 3 ตัวอย่าง
ตอบ 1.การค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต
         2.การใช้โทรศัพท์มือถือในการสื่อสาร

         3.การลงทะเบียนเรียนผ่านทางเว็บไซต์