ปัญหาสังคมที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศ
เราสามารถพิจารณาปัญหาสังคมที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศ
ได้จากการวิเคราะห์ทัศนคติต่อเทคโนโลยีสารสนเทศ ในมุมมองที่แตกต่างกัน
ได้ดังนี้
1. มุมมองว่าเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือที่มีไว้เพื่อให้มนุษย์บรรลุวัตถุประสงค์
เมื่อมองว่าเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือ เครื่องมือบางอย่างก็มีประโยชน์มาก
บางอย่างก็มีประโยชน์น้อย และบางอย่างก็ไม่มีประโยชน์ การเลือกใช้เครื่องมือจะส่งผลต่อวิธีการทำงานของมนุษย์
ภายใต้มุมมองนี้จะต้องวิเคราะห์และทำความเข้าใจถึงผลกระทบทางสังคมที่จะเกิดขึ้น
จากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือในชีวิตประจำวัน เช่น อินเทอร์เน็ตมีผลอย่างไรต่อการศึกษา หรือ
คำตอบจากคำถามที่ว่า โทรทัศน์วงจรปิดกระทบกับสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่
ในมุมมองที่ว่าเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่มีไว้เพื่อให้มนุษย์บรรลุวัตถุประสงค์นี้
ได้ถูกวิพากษ์ว่า เทคโนโลยีจะเป็นตัวกำหนดการคิดและการกระทำของมนุษย์
2. มุมมองว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและสังคมต่างก็มีผลกระทบซึ่งกันและกัน
ภายใต้มุม
มองนี้มีความเห็นว่าสังคมส่งผลกระทบต่อเทคโนโลยี
ทั้งนี้โดยอาศัยแรงขับเคลื่อน ทางวัฒนธรรม การเมืองและเศรษฐกิจ เป็นเหตุปัจจัยในการออกแบบเทคโนโลยี
ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีสารสนเทศก็ได้ส่งผลกระทบต่อสังคมเช่นกัน
การพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี เช่นระบบอินเทอร์เน็ต
ทำให้รูปแบบการติดต่อสื่อสารของสังคมเปลี่ยนแปลงไป
ภายใต้มุมมองในลักษณะนี้ ทั้งเทคโนโลยีสารสนเทศและสังคมต่างก็มีอิทธิพลซึ่งกันและกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีก็เป็นผลจากกระบวนการที่ซับซ้อนทางสังคมเช่นกัน
3. มุมมองว่าเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นกลไกในการดำรงชีวิตของมนุษย์
ภายใต้มุมมองในลักษณะนี้จะมองว่าเทคโนโลยีสารสนเทศจะเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์
ตัวอย่างเช่น การติดต่อสื่อสารของมนุษย์
จะถูกกำหนดว่าเป็นสิ่งที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยี
ซึ่งในโลกนี้ก็มีเทคโนโลยีการสื่อสารอยู่หลายรูปแบบ
แต่เทคโนโลยีที่มีความเสถียรจะเป็นทางเลือกที่มนุษย์ใช้เป็นกลไกในการดำรงชีวิต
ดังเช่น กลไกในการดำรงชีวิตของสังคมที่ใช้อินเทอร์เน็ต
ก็จะแตกต่างจากสังคมอื่นที่ไม่ใช้อินเทอร์เน็ต เป็นต้น
จากมุมมองทั้งสามที่กล่าวมาข้างต้น
เราสามารถนำมาพิจารณาปัญหาสังคมที่อาจจะเกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศ
ตลอดจนใช้สังเคราะห์สร้างความเข้าใจต่อปัญหาต่างๆทางสังคม ที่เกิดขึ้นแล้ว
ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ในการหาทางป้องกัน แก้ไข
หรือบรรเทาปัญหาสังคมที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
ข้อเสนอให้ยกเลิกการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
เพื่อป้องกันการเกิดปัญหานั้น
เป็นวิธีการแก้ปัญหาไม่ถูกจุด เนื่องจากในสังคมปัจจุบันได้ใช้เทคโนโลยีนี้
ราวกับเป็นกลไกส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว และเทคโนโลยีสารสนเทศเองก็มีประโยชน์มหาศาล
ดังนั้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้สมาชิกในสังคมผู้ใช้สื่อสารสนเทศ
ให้สามารถดำรงอยู่กับเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างชาญฉลาดและรู้เท่าทันภัยจากเทคโนโลยีเหล่านี้จึงจะเป็นการกระทำที่เหมาะสม
แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาสังคมที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศ
ดังที่กล่าวมาบ้างแล้วว่าเราไม่สามารถถอยห่างจากเทคโนโลยีสารสนเทศได้
ยิ่งนับวันเทคโนโลยีสารสนเทศ จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตมากยิ่งขึ้น
ทุกวันนี้มนุษย์ได้แปลงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เป็นปัญหาของตน ให้มาอยู่ในรูปแบบที่เป็นปัจจัยนำเข้าของระบบคอมพิวเตอร์แล้วเป็นส่วนใหญ่
ซึ่งข้อมูลปัจจัยนำเข้าในลักษณะต่างๆ
เหล่านั้นจะถูกประมวลผลให้เป็นสารสนเทศที่มนุษย์นำไปสร้างเป็นความรู้เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป
อย่างไรก็ตามในสังคมทุกสังคมต่างก็มีคนดีและคนชั่วปะปนกัน
เมื่อเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นประโยชน์ได้มากเพียงใด
ก็สามารถถูกกำหนดหรือสร้างให้เป็นโทษได้มากเพียงนั้น
การป้องกันภัยและการแก้ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีสารสนเทศ
จึงเป็นเรื่องที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากสมาชิกในสังคมอย่างจริงจัง
ดังนั้นจึงมีการเสนอแนวทางบางประการที่น่าจะช่วยลดปัญหาสังคมที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศลงได้บ้าง
1. ใช้แนวทางสร้างจริยธรรม
(Ethic) ในตัวผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
แนวทางนี้มีหลักอยู่ว่าผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
ต้องระมัดระวังไม่สร้างความเดือดร้อนเสียหายต่อผู้อื่น และในขณะเดียวกันยังควรที่ทำกิจกรรมที่เสริมสร้างคุณงามความดี
และเป็นประโยชน์อยู่เสมอ
ตลอดจนพึงทำการศึกษาหาความรู้ว่ากิจกรรมประเภทใดเป็นสิ่งดีมีประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์
และกิจกรรมประเภทใดสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น
2. สร้างความเข้มแข็งให้กับตนเอง
ผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศพึงรำลึกอยู่เสมอว่า
ในสังคมของเราทุกวันนี้ยังมีคนไม่ดีปะปนอยู่มากพอสมควร
เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเพียงเครื่องมือที่จะอำนวยความสะดวกเท่านั้น
หากมีผู้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในทางที่ไม่ดี
เทคโนโลยีก็ส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมที่ไม่ดี ไม่เป็นที่พึงปรารถนาให้รุนแรงขึ้นได้
การสร้างความเข้มแข็งให้กับตนเอง ไม่ลุ่มหลงต่อกิจกรรมหนึ่งกิจกรรมใดจนมากเกินไป
ตลอดจนการมีสติคิดไตร่ตรองให้รอบคอบ
ถือว่าเป็นข้อปฏิบัติที่จำเป็นในยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศ
3. ใช้แนวทางการควบคุมสังคมโดยใช้วัฒนธรรมที่ดี
แนวทางนี้มีหลักอยู่ว่าวัฒนธรรมที่ดีนั้นสามารถควบคุมและแก้ปัญหาสังคมได้
การดำรงอยู่และส่งเสริมวัฒนธรรมที่ดีไว้เป็นสิ่งจำเป็นในยุคสารสนเทศ ตัวอย่างเช่น
การให้เกียรติซึ่งกันและกัน ยกย่องในผลงานของผู้อื่น
เป็นวัฒนธรรมที่ดีและพึงปฏิบัติในยุคสารสนเทศ
ที่ผู้ใช้ข้อมูลสารสนเทศของผู้อื่นพึงให้เกียรติเจ้าของผลงาน ด้วยการอ้างอิงถึง
(Citation) เมื่อนำผลงานของผู้อื่นมาใช้ประโยชน์
4. การสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมชุมชน
ผู้รับผิดชอบในการจัดการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและสมาชิกของสังคม
พึงตระหนักถึงภัยอันตรายที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีสารสนเทศ และหาทางป้องกันภัยอันตรายเหล่านั้น
ตัวอย่างเช่น การติดตั้งระบบเพื่อกลั่นกรองข้อมูลที่ไม่เหมาะสมกับเด็กและเยาวชน
การให้ความรู้เรื่องภัยอันตรายจากอินเทอร์เน็ตต่อสังคม
การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารภัยอันตรายที่มากับเทคโนโลยีสารสนเทศ
ตลอดจนการค้นคว้าวิจัยเพื่อหาความรู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
ทั้งนี้เพื่อให้สังคมมีความเข้มแข็งและสามารถดำรงอยู่กับเทคโนโลยีได้อย่างยั่งยืน
5. ใช้แนวทางการเข้าสู่มาตรฐานการบริหารจัดการการให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ
ในปัจจุบันองค์กรต่างๆได้กำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศขึ้นมาใช้
ถึง แม้ว่าเจตนาเดิมของมาตรฐานเหล่านี้จะอำนวยประโยชน์ให้กระบวนการด้านการบริหารงาน
มาตรฐานต่างๆ เหล่านี้ได้ผ่านการพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ
จากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
ส่งผลให้แนวทางการเข้าสู่มาตรฐานหลายประการสามารถช่วยลดภัยอันตรายจากเทคโนโลยีสารสนเทศได้
ตัวอย่าง เช่นมาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในการประกอบธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์(ISO/IEC
17799) มีการกำหนดเรื่องความมั่นคงปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับบุคลากร
ความมั่นคงปลอดภัยทางด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อมขององค์กร การควบคุมการเข้าถึง
และการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางด้านกฎหมาย การศึกษาแนวทางการเข้าสู่มาตรฐานและการนำไปปฏิบัติจะสามารถช่วยลดภัยอันตรายจากเทคโนโลยีสารสนเทศได้ในระดับหนึ่ง
6. ใช้แนวทางการบังคับใช้ด้วยกฎ
ระเบียบ และกฎหมาย ปัญหาสังคมที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศอาจจะรุนแรง
และไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยวิธีการอื่น การกำหนดให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมาย
และบทลงโทษของการละเมิดเป็นสิ่งจำเป็น
ผู้บริหารระบบสารสนเทศจะต้องระบุข้อกำหนดทางด้านกฎ ระเบียบ ข้อบังคับบทลงโทษ
หรือสัญญา ที่จะต้องปฏิบัติตาม เพื่อป้องกันปัญหาสังคมที่จะมากับเทคโนโลยีสารสนเทศ
ตัวอย่างเช่น การปฏิบัติตามข้อกำหนดทางลิขสิทธิ์ (Copyright) ในการใช้งานทรัพย์สินทางปัญญา การป้องกันข้อมูลส่วนตัวของพนักงาน เป็นต้น
จะสังเกตได้ว่าแนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้น
จะเริ่มจากการแก้ปัญหาที่ตัวปัจเจกบุคคล
จากนั้นจะพิจารณาแก้ปัญหาด้วยวิธีการในการสร้างวัฒนธรรมที่ดีในสังคม
ก่อนที่จะใช้วิธีการบังคับด้วยกฎหมาย ซึ่งจะใช้กับปัญหาที่รุนแรง
อย่างไรก็ตามวิธีการแก้ปัญหาด้วยการบังคับใช้กฎหมายนั้นจะไม่ยั่งยืน
ผิดกับแนวทางในการสร้างจริยธรรมในหมู่ผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศโดยตรง
ซึ่งในตอนถัดไปจะกล่าวถึงจริยธรรม และกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสังคมที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศ
บรรณานุกรม
ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์. เอกสารประกอบการบรรยายวิชา
วิชา 310101 : เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร. ชลบุรี :
มหาวิทยาลัยบูรพา, 2549.
ภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา
4000108 เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้. ชลบุรี :
มหาวิทยาลัยบูรพา, 2550.